แอลคาร์นิทีน คืออะไร

แอลคาร์นิทีน คืออะไร …. แอลคาร์นิทีน เป็นชื่อของสารตัวหนึ่ง ที่ถูกสร้างขึ้นในร่างกายของเราเอง โดยสร้างขึ้นมาจากกรดอะมิโน 2 ตัวคือ ไลซีน (lysine) และเมไทโอนีน (methionine) และ ถูกใช้ไปในหน้าที่ต่างๆ หลายอย่าง เช่น เข้าไปช่วยเพิ่มกระบวนการในการดึงไขมันไปใช้ โดยการขนส่งกรดไขมัน (fatty acid) เข้าไปในศูนย์กลางของการสร้างพลังงานของเซลล์ หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือ แอลคาร์นิทีน ช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนกรดไขมันไปเป็นพลังงานนั่นเอง ซึ่งพลังงานที่ได้มาส่วนใหญ่ก็จะถูกใช้สำหรับการทำงานของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย และเพราะกระบวนการพื้นฐานดังกล่าวของสารชนิดนี้ จึงทำให้สื่อโฆษณานำมาใช้เป็นประเด็นหลักในการสร้างโฆษณาเพื่อให้เห็นว่า “เมื่อกิน แอลคาร์นิทีน แล้วร่างกายเหมือนจะได้ทำงานดึงไขมันไปใช้ตลอดเวลา แม้แต่ในยามหลับ”

โดยปกติ แอลคาร์นิทีน นั้นจะถูกสร้างขึ้นภายในตับและไตของเราอยู่แล้ว และจะถูกนำไปเก็บไว้ในกล้ามเนื้อลาย เช่น กล้ามเนื้อตามแขน ขา นอกจากนี้ยังถูกลำเลียงไปเก็บไว้ในหัวใจ สมอง และสเปิร์ม และหากร่างกายสร้างแอลคาร์นิทีนไม่เพียงพอก็จะก่อให้เกิดการสะสมของไขมันในร่างกาย และคั่งค้างอยู่ในอวัยวะสำคัญ เช่น หลอดเลือด เสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวกับไขมันอุดตัน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ รวมถึงอาจมีอาการเหนื่อยล้า ซึม และอ่อนเพลีย

แหล่งของแอลคาร์นิทีนที่มีมากพบในเนื้อแดงและผลิตภัณฑ์จากนม แอลคาร์นิทีนจากแหล่งธรรมชาติอื่นๆ ประกอบด้วย พืชตระกูลถั่วหรือเมล็ดธัญพืช หน่อไม้ฝรั่ง, หัวผักกาดเขียว, บร็อคโคลี่, กระเทียม, กระเจี๊ยบมอญ, พาสลี่ย์, คะน้า กล้วย และอื่นๆที่เป็นอาหารสุขภาพ เช่น ละอองเกสรดอกไม้, ยีสต์ที่ใช้หมักสุรา เป็นต้น การดูดซึมแอลคาร์นิทีน ของร่างกาย จะเกิดขึ้นในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ ส่วนแพทย์สามารถให้แอลคาร์นิทีนกับผู้ป่วยได้ทั้งทางเส้นเลือดและโดยการกิน

การขาดแอลคาร์นิทีนสามารถเกิดได้
คนที่ทานมังสะวิรัติอาจจะเกิดภาวะการขาดแอลคาร์นิทีนได้ในบางครั้ง เนื่องจากแอลคาร์นิทีน พบได้ในเนื้อสัตว์ นม และถั่วหมัก หรือในผู้ป่วยบางรายที่มีปัญหาเกี่ยวกับการดูดซึมของระบบย่อยอาหาร รวมไปถึงในกรณีที่มีผู้ป่วยที่ขาดแอลคาร์นิทีน (ซึ่งพบน้อยมาก) ซึ่งอาจจะเกิดจากความผิดปกติของยีน หรือตับ หรือไต หรือกินอาหารที่มีกรดอะมิโนไลซีน และเมไทโอนีนน้อย ก็จะมีอาการอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ เจ็บหน้าอก เจ็บกล้ามเนื้อ แขนขาล้าอ่อนแรง ความดันเลือดต่ำ และอาจจะมีอาการมึนงงสับสนร่วมด้วย เป็นต้น

อาหารเสริม แอลคาร์นิทีน ที่ขายอยู่ทั่วไปแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ

  1. Acetyl L-Carnitine (อะเซททิล แอลคาร์นิทีน)
  2. L-Carnitine L-tartrate (แอลคาร์นิทีน แอล ทาร์เทรต)

แม้ว่า Acetyl L-carnitine และ L-Carnitine L-tartrate จะคล้ายกัน แต่มีข้อแตกต่าง คือ L-Carnitine L-tartrate สามารถใช้ได้ด้วยกล้ามเนื้อ แต่ไม่สามารถผ่าน blood-brain barrier เพื่อเข้าสู่สมองได้ ส่วน Acetyl L-carnitine นั้นผ่านเนื้อเยื่อได้ดี สามารดูดซึมได้ดีกว่า จึงทำให้มีประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์มากกว่า L-Carnitine L-tartrate สาเหตุที่ Acetyl L-carnitine มีประสิทธิภาพมากกว่า ก็เพราะ Acetyl-L carnitine ที่มีส่วนของ acetyl group ซึ่งทำให้ Acetyl L-carnitine สามารถผ่านเข้าสู่เซลล์ประสาทได้โดยสะดวกและนำส่งไขมันเข้าสู่ไมโตคอนเดรียของเซลล์ประสาท (ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานให้กับเซลล์ประสาท) เมื่อเซลล์ประสาทมีพลังงานที่เพียงพอก็จะซ่อมแซมตัวเองได้ และ ทำงานได้ดีขึ้น

ในทางการแพทย์มีการนำ Acetyl L-carnitine มาช่วยบำรุงเซลล์ประสาท โดยนำมารักษาโรคสมองเสื่อม (Dementia) เช่น Alzheimer หรือ นำมารักษาผู้ป่วยอัมพฤก อัมพาต จากเส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก นอกจากนี้ ยังนำมารักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีอาการเสื่อมของเส้นประสาทปลายมือ ปลายเท้า

แอลคาร์นิทีน ช่วยลดไขมันได้อย่างไร
จากการที่แอลคาร์นิทีน จะทำหน้าที่ช่วยลำเลียงไขมันเข้าไปใช้ในเซลล์ต่างๆ จุดนี้เองที่จะทำให้เกิดการนำไขมันไปเปลี่ยนเป็นพลังงาน จึงช่วยลดการสะสมของไขมันในร่างกายได้ อย่างไรก็ตาม แอลคาร์นิทีนเหมาะสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายร่วมด้วย จึงจะเห็นผลดีมากๆ (ดีกว่าการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว) การรับประทานแอลคาร์นิทีน แต่ไม่ออกกำลังกาย จะเห็นผลช้ากว่ามาก เพราะแอลคาร์นิทีนจะทำงานก็ต่อเมื่อ เกิดการเผาผลาญของร่างกาย เพราะหากรับประทานแอลคาร์นิทีนแต่ไม่ออกกำลังกาย ก็ไม่เกิดจุดก่อกำเนิดที่ร่างกายเอาสารอาหารที่สะสมในร่างกาย (เช่น ไขมัน) มาสร้างพลังงาน แต่หากออกกำลังกายร่วมด้วยแล้ว เจ้าแอลคาร์นิทีนจะช่วยเร่งการนำไขมันที่มีอยู่ในร่างกายตามส่วนต่างๆมาเผาผลาญให้กลายเป็นพลังงาน จึงช่วยลดไขมันได้เป็นอย่างดีเมื่อรับประทานแอลคาร์นิทีนร่วมกับการออกกำลังกาย

  • ประโยชน์อื่นๆของแอลคาร์นิทีน
    ช่วยให้ความสามารถในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น ออกกำลังกายได้นานขึ้น เพราะ แอลคาร์นีทีน ช่วยให้การใช้ออกซิเจนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ป้องกันเนื้อเยื่อไม่ให้เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากปริมาณออกซิเจนในเซลล์ไม่เพียงพอ ทำให้ออกกำลังกายได้นานขึ้นโดยไม่เหนื่อยล้า
  • แอลคาร์นิทีนช่วยชะลอวัย เนื่องจากเซลล์ในร่างกายของมนุษย์ทุกเซลล์ เช่น เซลล์สมอง เซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน เซลล์จากหัวใจ ฯลฯ จะทำงานได้ดี ต่อเมื่อได้รับพลังงานเพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการของเซลล์แต่ละชนิด โดยแอลคาร์นิทีนจะเข้าช่วยทำให้เซลล์มีอายุยืนนานขึ้น
  • ช่วยลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglycerides) และเพิ่มระดับ HDL (ไขมันดี) ในเลือดให้เพิ่มขึ้น
    ป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว
  • ช่วยลดภาวะการเป็นหมันในผู้ชาย โดยมีงานวิจัยพบว่า สามารถช่วยให้เชื้ออสุจิมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น

ผลข้างเคียงและข้อควรระวังในการรับประทาน L-Carnitine
เนื่องจาก L-Carnitine เป็นสารที่ได้จากธรรมชาติ ดังนั้นยังไม่มีการวิจัยใดที่พบว่าการรับประทาน L-Carnitine จะทำให้เกิดอาการข้างเคียงหรือเกิดความเป็นพิษ โดยเฉพาะหากรับประทานตามขนาดที่แนะนำ แต่ก็มีงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าถ้ากินเข้าไปมากขนาด 5 กรัม ต่อวัน หรือมากกว่าอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ ส่วนอาการข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจพบได้ เช่น มีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น มีกลิ่นตัวและเกิดอาการผื่นแดง สำหรับคนที่มีอาการแพ้ต่ออาหารโปรตีน เช่น ไข่ นมหรือข้าวสาลีไม่ควรกินผลิตภัณฑ์ที่เสริม แอลคาร์นิทีนเป็นอันขาด รวมถึงคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับและไต เด็กที่มีอายุยังไม่ถึง 2 ขวบและสตรีมีครรภ์ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้ ถ้าจำเป็นก็ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ว่า แอลคาร์นิทีนที่เลือกซื้อนั้นเป็นแอลคาร์นิทีนประเภทใด เพราะประสิทธิภาพแตกต่างกัน ราคาก็แตกต่างกัน

โดย สุนิสา ศรีสุทธี | พ.ค. 11, 2016 | ข่าวอาหารเสริม และข่าวอาหารสุขภาพ |

ใส่ความเห็น